วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561
วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561
วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2561
นาคปรก
พระพุทธรูปและพระเครื่องในลักษณาการที่เรียกว่า
“นาคปรก” นับเป็นพระที่มีพุทธลักษณะงดงาม
และมีนัยแสดงความหมายซึ่งสืบ ทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล ลักษณะ “นาคปรก” ที่พบเห็นนั้นมีหลายแบบ อาทิ
เป็นรูปพระพุทธประทับนั่งทับบนบัลลังก์นาคขนด หรือมีขนดนาคล้อมรอบองค์พระพุทธ
ปรากฏพญานาคแผ่เศียรอยู่ด้านบน มีทั้งเศียรเดียวและหลายเศียร เป็นต้น
คติความเชื่อเรื่อง “พญานาคกับศาสนา”
ปรากฏทั้งในศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา สำหรับศาสนาพราหมณ์ “นาค” มีความสำคัญหลายประการ ตัวอย่างเช่น
เป็นบัลลังก์ขององค์พระวิษณุในไวกูณฑ์ ที่เรียกว่า “วิษณุอนันตศายินปัทมะนาภะ”
หรือ “นารายณ์บรรทมสินธุ์” หรือใน “ครุฑปุราณะ” เรื่องพญานาควาสุกรีที่พันรอบเขา
มิลินทระในคราวกวนเกษียรสมุทรเพื่อทำน้ำอมฤต การเป็นเทพพาหนะของพระวรุณ
หรือพระพิรุณ ซึ่งทำหน้าที่ให้ฝน
การเป็นสัตว์สำคัญที่เฝ้ามหานทีสีทันดรล้อมรอบเขาพระสุเมรุ
ตลอดจนการกล่าวถึงนาคในปุราณะต่างๆ
นอกจากเรื่องราวของ “นาค” ยังสัมพันธ์กับพงศาวดารเขมร
ซึ่งกล่าวถึงนาคว่าเป็นต้นบรรพบุรุษของขอมโบราณ
และมักมาปรากฏช่วยสร้างเมืองอยู่เสมอ จนเมื่อชาวขอมจะสร้างศาสนาสถานต่างๆ
ก็มักจะจำลองรูปพญานาคไว้
บ้างก็ถือว่านาคเป็นตัวแทนของสะพานสายรุ้งที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับสวรรค์ด้วย
ส่วนพุทธศาสนา
เป็นที่ทราบกันว่ามีความนิยมสร้างพระพุทธรูปปางนาคปรก
อันเกี่ยวเนื่องกับพญานาคที่ชื่อ “มุจลินท์”
ซึ่งมาแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์ และกลายเป็นพระประจำวันเสาร์
นอกเหนือไปจากเรื่องพญานาคเลื่อมใสในพุทธศาสนาถึงขนาดปลอมตนมาขอบวชจนเรียกว่า “บวชนาค” มาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากนี้
หากพิจารณาอาคารสถาปัตยกรรมจะพบเห็นเค้าเงื่อนที่พญานาคทำหน้าที่ปกป้องดูแลพระศาสนาอย่างเอาจริงเอาจัง
เช่น การทำช่อฟ้า รวยระกา ใบระกา และหางหงส์ เป็นรูปพญานาค
หรือการทำคันทวยเป็นรูปนาค เรียกกันว่า “นาคทัณฑ์” ล้อมรอบอุโบสถ วิหารไว้
ศิลปะพระพุทธรูปปางนาคปรกที่เก่าแก่ในแถบบ้านเรา อาจจะนับพระพุทธรูปหินแกะสลัก ศิลปะเขมรแบบบายน ที่ปรากฏในแถบเมืองลพบุรี ครั้งขอมเรืองอำนาจ และนับถือพุทธแบบมหายาน และยังปรากฏในพระเครื่องชนิดพระแผงที่เรียกกันในวงการพระว่า “นารายณ์ทรงปืน” ซึ่งความจริงทำเป็นรูปพระปางนาคปรกอยู่กลาง พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา ประทับอยู่ซ้ายขวา ซึ่งพระปางนาคปรก ทั้งองค์พระพุทธรูปหินจำหลักและที่ปรากฏในพระแผงนั้น เป็นการจำลองพระพุทธรูป “พระชัยพุทธมหานาถ” ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้ครองนครธม โปรดให้สร้างขึ้น 23 องค์ และพระราชทานไปประดิษฐานตามเขตแดนต่างๆ ที่เป็นขอบขัณฑสีมาในราชอาณาจักรของพระองค์
ศิลปะพระพุทธรูปปางนาคปรกที่เก่าแก่ในแถบบ้านเรา อาจจะนับพระพุทธรูปหินแกะสลัก ศิลปะเขมรแบบบายน ที่ปรากฏในแถบเมืองลพบุรี ครั้งขอมเรืองอำนาจ และนับถือพุทธแบบมหายาน และยังปรากฏในพระเครื่องชนิดพระแผงที่เรียกกันในวงการพระว่า “นารายณ์ทรงปืน” ซึ่งความจริงทำเป็นรูปพระปางนาคปรกอยู่กลาง พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระนางปรัชญาปารมิตา ประทับอยู่ซ้ายขวา ซึ่งพระปางนาคปรก ทั้งองค์พระพุทธรูปหินจำหลักและที่ปรากฏในพระแผงนั้น เป็นการจำลองพระพุทธรูป “พระชัยพุทธมหานาถ” ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ผู้ครองนครธม โปรดให้สร้างขึ้น 23 องค์ และพระราชทานไปประดิษฐานตามเขตแดนต่างๆ ที่เป็นขอบขัณฑสีมาในราชอาณาจักรของพระองค์
สยามประเทศ คงได้รับอิทธิพลการสร้าง “พระปางนาคปรก” จากเขมรก่อนเป็นเบื้องแรก
ตั้งแต่สมัยอยุธยาจึงเริ่มพบพระประเภทดังกล่าว
และเมื่อราชสำนักพยายามรวบรวมพุทธประวัติ ได้มีการสร้างพระปางต่างๆ ตามเรื่องราว
พระปางนาคปรกก็ได้รับความนิยมมากขึ้น
เนื่องจากแสดงออกถึงอิทธิฤทธิ์แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ต่อเมื่อมีการจัดสรรให้เกิดพระปางประจำวัน เพื่อเข้าไปทดแทนการบูชาเทพนพเคราะห์
ซึ่งได้แก่ พระอาทิตย์ พระจันทร์ ไปจนถึงพระราหู พระเกตุทั้งเก้าดวง ซึ่งเป็นคติพราหมณ์
“พระปางนาคปรก” ก็ได้รับการจัดสรรให้เป็นปางประจำวันเสาร์
แทนดาวพระเสาร์แต่นั้นมา
อาจกล่าวได้ว่า
พระนาคปรกนับเป็นการแสดงถึงพุทธภาวะที่มีอยู่เหนือสัตว์สำคัญ เช่น พญานาค
นอกเหนือไปจากการแสดงพุทธภาวะเหนือเหล่าอสูร
ตามที่ปรากฏในพุทธประวัติจนเหล่าอสูรยอมศิโรราบถวายตนเป็นผู้ปกป้องศาสนา อาทิ
อาฬาวกยักษ์ และท้าวเวสสุวัณ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นการแสดงให้เห็นถึงอำนาจ
บุญบารมี และพระเมตตาของพระพุทธองค์ที่มีเหนือสามโลก เหนือทั้งเทพเทวะ มนุษย์
ยักษ์ สัตว์ ภูตผีปีศาจต่างๆ
ความสำคัญ
ครั้นพระพุทธองค์เสด็จประทับเสวยวิมุตติสุข
ณ ร่มไม้อชปาลนิโครธสิ้น ๗ วัน
แล้วพระองค์ก็เสด็จไปประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขยังร่มไม้จิก อันมีชื่อว่า มุจจลินท์
ซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศอาคเนย์ของต้นพระศรีมหาโพธิ์
วันนั้นเกิดฝนตกพรำอยู่ไม่ขาดสายตลอด ๗ วัน พญานาคมุจจลินท์ ผู้เป็นราชาแห่งนาค
ได้ออกจากนาคพิภพ ทำขนดล้อมพระวรกาย ๗ ชั้น แล้วแผ่พังพานใหญ่ปกคลุมเบื้องบน
เหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยความประสงค์มิให้ฝนและลมหนาวสาดต้องพระวรกาย ทั้งป้องกันเหลือบ ยุง บุ้ง ร่าน
ริ้น และสัตว์เลื้อยคลานทั้งมวลด้วย ครั้งฝนหายแล้ว
พญามุจจลินท์นาคราชจึงคลายขนดจากที่ล้อมพระวรกายพระพุทธเจ้า
จำแลงเพศเป็นมาณพน้อยยืนทำอัญชลีถวายนมัสการพระพุทธองค์ในที่เฉพาะพระพักตร์
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเปล่งอุทานว่า "สุโข วิเวโก ตุฏฺฐัสสะ
สุตะธัมมัสสะ ปัสสะโต อัพยาปัชชัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสู สัญญะโม สุขา วิราคะตา
โลเก กามานัง สะมะติกฺกะโม อัสมิมานัสสะ วินะโย เอตัง เว ปะระมัง สุขัง ฯ"
ความว่า "ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว
รู้เห็นสังขารทั้งปวงตามเป็นจริงอย่างไร ความเป็นคนไม่เบียดเบียน
คือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความเป็นคนปราศจากความกำหนัด
คือความก้าวล่วงกามทั้งปวงเสียได้ เป็นสุขในโลกความนำออกเสียซึ่งอัสมินมานะ
คือความถือตัวตนให้หมดได้นี้เป็นสุขอย่างยิ่ง"
พระพุทธจริยาที่เสด็จประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขภายในวงขนดของพญานาคมุจจลินท์นาคราชที่ขดแวดล้อมพระกายอยู่นี้
เป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นมา เรียกว่า ปางนาคปรก เรื่องพระปางนาคปรกนี้
นิยมสร้างเป็นพระนั่งบนขนดตัวพญานาคเหมือนเอานาคเป็นบัลลังก์ดูสง่า
องอาจเป็นพระเกียรติอำนาจของพระองค์อย่างหนึ่ง
ได้ลักษณะเป็นอย่างพระเจ้าของพราหมณ์ ถ้าจะรักษาลักษณะของพระพุทธรูปตามประวัติ ก็จะเป็นไปอีกในลักษณะหนึ่งคือ
พระพุทธรูปจะมีพญานาคพันรอบพระวรกายด้วยขนดตัวพญานาคถึง ๔-๕ ชิ้น
จนบังพระวรกายมิดชิด เพื่อป้องกันฝนและลม จะเห็นได้ก็เพียงพระเศียร พระศอ
และพระอังสาเป็นอย่างมาก ทั้งเบื้องบนก็มีหัวพญานาคแผ่พังพานปกคลุมอีกด้วย
วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561
ต้นโพธิ์เงิน โพธิ์ทอง
ต้นโพธิ์ทอง
ต้นไม้ที่มีความสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา
ในอดีตสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ จึงทำให้ต้นโพธิ์กลายเป็นสัญลักษณ์ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนามาตลอดจนถึงปัจจุบัน โดยคนโบราณเชื่อว่าต้นโพธิ์ มีความหมายถึงความร่มเย็น สังเกตได้ว่าวัดเก่าแก่ที่สร้างมานานใหญ่จะนิยมปลูกต้นโพธิ์ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นต้นขนาดใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขาออกไป ให้ร่มเงากับผู้ที่เข้ามาทำบุญ
การนำใบโพธิ์ทอง โพธิ์เงิน มาประดับตามหิ้งบูชาพระพุทธรูป หรือห้อยประดับในบริเวณวัด เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและศรัทธาในพระพุทธศาสนา การเขียนชื่อของตัวเองลงใบโพธิ์เป็นความเชื่อที่ทำตามกันมา เพื่อเป็นการฝากชื่อไว้ในบวรพระพุทธศานาสืบไป
คำถวาย ต้นโพธิ์ทอง โพธิ์เงิน เป็นพุทธบูชา
ยัคเฆ ภันเต สังโฆ ปะฏิชานาตุ มะยัง ภันเต เอตัง หิรัญญะสุวัณณะโพธิรุกขะยุคัง พุทธัสสะ ปูชะนัตถายะ อิมัสสะหมิง อุโปสะถาคาเร นิยยาเทมะ สาธุ โน ภันเต อะยัง พุทธัสสะ ปูชะนัตถายะ หิรัญญะสุวัณณะโพธิรุกขะยุคัสสะ ทานัสสะ อานิสังโส อัมหากัญเจวะ มาตาปิตุอาทีนัญจะ ปิยะชะนานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ สังวัตตะตุ ฯ
ข้า แต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ขอพระสงฆ์จงรับทราบ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอมอบถวายต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองทั้งคู่นี้ไว้ ณ พระอุโบสถนี้ เพื่อเป็นพุทธบูชา ขออานิสงส์แห่งการถวายต้นโพธิ์เงินโพธิ์ทองทั้งคู่ เพื่อเป็นพุทธบูชานี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลายจงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่ปิยชนทั้งหลาย มีมารดาบิดาเป็นต้นด้วย ตลอดกาลนานเทอญ ฯ

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2561
ไดโนซอ
วันนี้จะพาไปเลาะขอบกรงไดโนเสาร์ส่อง 9 สายพันธุ์ที่จะมาสร้างความระทึกใจ
1. เจ้าหางลูกตุ้ม 'แองคิโลซอรัส '
Ankylosaurus เป็นไดโนเสาร์ กินพืชเป็นอาหาร
บริเวณตัวมีเกราะป้องกัน ลำตัวมีขนาดกว้าง ที่บริเวณหางมีลักษณะคล้ายลูกตุ้ม
ซึ่งเป็นเส้นเอ็นหนาติดกระดูก ใช้ไว้สำหรับป้องกันตัวหากถูกไดโนเสาร์นักล่าจู่โจม
โดยหากโดนฟาดแรงๆถึงขั้นขาหักหรือตายได้ โดยเจ้าลูกตุ้มอาศัยในช่วงยุคครีเตเชียส
ถิ่นทวีปอเมริกาเหนือ มีน้ำหนัก 1-6 ตัน ขนาดลำตัว 6.25
(20ฟุต) - 9เมตร (30 ฟุต)
ความสูงถึงสะโพก1.7 เมตร
2.ไอ้คอยาว อะแพโทซอรัส หรือ บรอนโตซอรัส
Apatosarus เป็นไดโนเสาร์คอยาว ใจดี
กินพืชเป็นอาหาร โตเต็มที่จะยาวถึง 75 ฟุต สูงกว่า 15
ฟุต สามารถยืนสองขาเพื่อกินยอดไม้สูงได้
โดยความพิเศษของไดโนเสาร์พันธุ์นี้คือมีหัวใจ 7 ดวงเรียงจากบริเวณอกถึงลำคอ
ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดเนื่องจากลำตัวมีขนาดยาวมาก
ทั้งนี้หางขนาดยาวของอะแพโทซอรัสมีไว้เพื่อถ่วงน้ำหนังความสมดุล
อาหารสุดโปรดของมันคือพืชที่นิ่มๆ ไม่แข็งมาก
โดยไดโนเสาร์คอยาวนี้อาศัยอยู่บนโลกในยุค จูแรสซิก ประมาณ 190-135 ล้านปีที่ผ่านมา
3.บารีโอนิกซ์ กินปลาๆ
Baryonyx เป็นไดโนเสาร์นักล่า
มีถิ่นอาศัยอยู่ริมแม่น้ำในยุโรป มีคขนาดความยาวของตัว 9 เมตร
น้ำหนักกว่า 2000 กิโลกรัม กินเนื้อและเนื้อปลาเป็นอาหาร
บริเวณปากมีฟันที่แหลมคม มีเล็บยาวคล้ายกับไว้จับปลา ซึ่งมันอยู่ในยุค
ครีเทเชียสตอนต้น ประมาณ120ล้านปีก่อน ซึ่งเจ้าบารีโอนิกซ์
นักวิทยาศาสตร์พบเกล็ดปลาในกระเพาะของมันและคาดว่าลักษณะการล่าเหยื่อของมันคือการใช้เท้าจิกปลาในแม่น้ำขึ้นมากิน
4. ไดมอร์โฟดอน
dimorphodon เป็นไดโนเสาร์มีปีก
ขุดพบครั้งแรกที่ประเทศอิตาลี ซึ่งถือว่าเป็นซากโครงกระดูกที่ค่อนข้างสมบูรณ์
โดยฟอสซิลของมันติดอยู่ในหิน เมื่อกางปีแล้วสามารถวัดควาวได้ 3.3 ฟุต ส่วนหางไว้ถ่วงน้ำหนัก กำหนดทิศทางและทำให้บินได้เร็วขึ้น
ชอบกินปลาเป็นอาหาร เป็นไดโนเสาร์นักล่าที่อาศัยอยู่ในยุคจูราสสิคกลาง
ส่วนใหญ่อาศัยในประเทศอังกฤษและเม็กซิโก เจ้านกยักษ์มีสายตาที่ว่องไว
เพราะดวงตามีขนาดใหญ่ บินได้เร็วมาก
5.นกยักษ์ เจ้าเวหา เทอราโนดอน
Pteranodon ไดโนเสาร์นกยักษ์ มีหงอนแข็งอยู่บริเวณหัว
เมื่อกางปีแล้วจะมีขนาดยาวกว่า 6 เมตร มักอาศัยตามหน้าผาสูง
มีน้ำหนัก 17 กิโลกรัม กินปลาเป็นอาหาร
อาศัยอยู่บริเวณอเมริกาเหนือและยุโรป
ลักษณะนิสัยของมันมักจะก้าวร้าวฉุนเฉียวตลอดเวลา
นอกจากนี้ยังมีไดโนเสาร์ที่มีปีกและลักษณะใกล้เคียงมันอยู่อีก เช่น เทอโรแดคทิลลัส
, แรมโฟรินคัส
6.ไอ้3 เขา
ไทรเซอราทอปส์
triceratops เป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่
มีเขาและแผงคอ ความยาว9เมตร น้ำหนักกว่า 1 หมืนกิลโลกรัม กินหญ้าและพื้ชชั้นต่ำจำพวกเฟิร์นเป็นอาหาร
ส่วนปากของมันมีลักษณะคล้ายนก วิถีชีวิตมักจะรวมกันเป็นฝูง
สามารถใช้เขาพุ่งชนเพื่อป้องกันตัวและด้วยน้ำหนักหลายตันของมันทำให้ศัตรูมักไม่กล้าเข้าใกล้
เมื่อเปรียบเทียบพละกำลังมีมากกว่าช้างประมาณ 2 เท่า
โดยหากจะโจมตีมันต้องเข้าทางข้างหลังเพราะแผงคอจะทำให้มันมองเห็นได้ลำบาก
ทั้งนี้เจ้าสามเขาต้องกินพืนวันละประมาณ 500 กิโลกรัมและเป็นคู่ปรับกับทีเร็กซ์ด้วย
7.ราชาแห่งไดโนเสาร์ ไทแรนโนซอรัส
Tyrannosaurus หรือ ทีเร็กซ์
เป็นไดโนเสาร์นักล่าขนาดใหญ่ที่อยู่ในช่วงปลายของครีเทเซียส
หรือเป็นไดโนเสาร์จำพวกสุดท้าย เดินสองขา มีกะโหลกขนาดใหญ่ ขาหลังทรงพลัง
ส่วนขาหน้ามีขนาดเล็บคล้ายมือ ขนาดสูง 12 เมตร หนัก 9000
กิโลกรัม ถือว่าเป็นหนึ่งในไดโนเสาร์ตัวเอกใน Jurassic Park ส่วนหางมีความยาวและมีน้ำหนักมาก เน ืองจากมีส่วนกระดูกว่า 40 ชิ้นอยู่บริเวณนั้น เพื่อเอาไว้สร้างความสมดุลของร่างกายที่มีขนาดมหึมา
ปลายฟันแหลมคมเหมือนใบมีดอัดแน่นในปาก
มีพลังกรามคมเขี้ยวที่แข็งแกร่งมากที่สุดในโลก ความแรงอยู่ที่ระหว่าง 30,000
ถึง 60,000 นิวตัน
เทียบได้กับช้างหนึ่งเชือกที่กำลังนั่งทับตัวคน
8.แผงหลัง หางหนาว สเตโกซอรัส
Stegosaurus หรือ
อีกชื่อหนึ่งที่เรียกกันว่ากิ้งก่ามีหลังคา เป็นไดโนเสาร์กินฟืช มีเกราะป้องกันตัว
มีขาหน้าสั้น ปากเหล็ก บนแผงหลังมีเกร็ดตั้งชันไว้ขู่ศัตรูและป้องกันตัว
นักวิทยาศาตร์บางคนสันนิษฐานว่าแผงหลังมีไว้ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย
ที่หางมีหนามแหลมไว้ป้องกันตัว
แม้รูปร่างจะดูน่ากลัวแต่มันขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในโดโนเสาร์ที่โง่ที่สุด
เพราะมีขนาดสมองเล็กกว่าเมล็ดถั่วเขียว อาศัยอยู่ในแถบอเมริกาเหนือ ขนาดความยาว 8.5
เมตร น้ำหนัก 5 ตัน
9.เวโลซีแรพเตอร์
นักล่าจอมเจ้าเล่ห์
velociraptor ไดโนสาร์นักล่าขนาดเล็ก น้ำหนักแค่ 150
กิโลกรัม ความยาว 5 เมตร
อาศัยอยู่แถมมองโกเลีย มีความฉลาดว่องไวมากที่สุด
การหาเหยื่อมักจะซุ่มตามพงไม้ก่อนที่จะพุ่งด้วยความไวไปจับเหยื่ออย่างรวดเร็ว
มีฟันที่คมกริบ เล็บมือและเท้าสามารถซ่อนได้เหมือนใบมีดพับ โดยมีข้อสันนิษฐานมาว่ามันมีสายพันธุ์มาจากนกดึกดำบรรพ์
ปรากฎเด่นอยู่ในจูราสสิคพาร์คและเดอะลอสต์เวิลด์
ทั้งนี้จากข้อมูลทางฟอสซิลและวิทยาศาสตร์
ระบุว่าแรปเตอร์มีขนาดตัวเท่าแม่ไก่เท่านั้น ซึ่งฟอสซิลของมัน
ถูกพบในแถบทะเลทรายโกบีในมองโกเลีย โดยหนังนำข้อมูมาปรุงแต่งจนเกิดผิดเพี้ยนไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
-
ต้นโพธิ์ทอง ต้นไม้ที่มีความสำคัญยิ่งของพระพุทธศาสนา ในอดีตสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ จึงทำให้ต้นโพธิ์กลายเป็น...
-
อุโบสถหลังเก่าวัดแก้วรังษี อุโบสถหลังเก่าวัดแก้วรังษี สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2482 (ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว) สิ้นทุนทรัพย์ใ...
-
ผุฏฐสฺส โลกธมฺเมหิ จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปฏิ อโสกํ วิรชํ เขมํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ ดวงจ...












